|
ใคร่ครวญ ถึงพระราชปรารภของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังปรากฏในคำปราศรัย
ของ นายกรัฐมนตรี (ฯพณฯ ศาสตราจารย์ ธานินทร์ กรัยวิเชียร)
ตอนหนึ่ง มีความว่า :
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระราชปรารภ อยู่เนืองนิจ ว่า การที่ ประชาราษฎร
จะแสดง ความจงรักภักดี ต่อพระองค์ท่าน ก็ควรเป็นเรื่อง
การประกอบความดีงาม เพื่อประโยชน์ ส่วนรวม เท่านั้น คณะรัฐมนตรี
ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าสมควรอย่างยิ่ง ที่พี่น้องร่วมชาติ
กับรัฐบาล จะได้ร่วมกัน ถวายความจงรักภักดี ด้วยการจัดหาของขวัญ
ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในลักษณะ ที่เป็นการประกอบ ความดีงาม
เพื่อประโยชน์ ของส่วนรวม " และเหตุการณ์ ที่สมควร ต้องจารึก
ในประวัติศาสตร์ ของ กระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดขึ้น โดยเมื่อวันที่
๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้มีการปรึกษา หารือกัน ถึงการเตรียมการ
จัดหาของขวัญ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย ระหว่าง ฯพณฯ
ศาสตราจารย์ ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี และศาสตราจารย์
เรือโทนายแพทย์ ยงยุทธ สัจจวาณิชย์ รัฐมนตรี ว่าการ กระทรวงสาธารณสุข
ณ ทำเนียบรัฐบาล ดังปรากฏ ในบันทึกของศาสตราจารย์เรือโท
นายแพทย์ ยงยุทธ สัจจวาณิชย์ เกี่ยวกับ การก่อสร้าง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
ซึ่งสมควรอย่างยิ่ง ที่จะนำมาเผยแพร่ ให้อนุชนรุ่นหลัง
ได้ทราบถึงประวัติ ความเป็นมา ของการก่อสร้าง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
ดังนี้ :
"เช้าวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.
๒๕๑๙ เวลาประมาณ ๐๗:๓๐ น. ฯพณฯ ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร
นายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ตามตัวผมที่กระทรวงสาธารณสุข ให้ไปทำเนียบรัฐบาล
เพื่อหารือเรื่อง ราชการ คำถามแรกแบบกันเอง "ในวันอภิเษกสมรสของสมเด็จพระบรมฯ
และ ม.ล.โสมสวลี กิติยากร นั้น คุณหมอคิดว่ารัฐบาลและประชาชนจะทูลเกล้าฯ
ถวายอะไร จึงจะเหมาะสมและดีที่สุด ผมเรียนถามว่า ท่านนายกฯ
คิดถึงอะไร ท่านตอบว่า "โรงพยาบาล"
ผมเห็นด้วยทันที เมื่อนำเรื่องนี้ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
รัฐมนตรีทุกคนเห็นด้วย และให้มีการรับบริจาคทั่วประเทศ
ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี หารือต่อไปว่าสมควรจะสร้างที่ใดจึงจะเหมาะสม
ขณะนั้นโรงพยาบาล ในกรุงเทพมหานคร ต่างก็มีคนไข้มารับการรักษา
อย่างเนืองแน่น บางท่านจึงเห็นสมควรสร้างเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่
มีแพทย์ทุกสาขา คู่กับโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งก็นับว่าเป็นการดีเช่นกัน
ผมให้ความเห็นว่า หากมีการรับบริจาคเงิน จากคนทั่วประเทศ
การสร้างโรงพยาบาล ในกรุงเทพมหานคร อาจจะไม่เป็นการเหมาะสมนัก
ประจวบกับอำเภอต่าง ๆ อีก ๒๕๐ อำเภอยังไม่มีโรงพยาบาล
ประชาชนตามอำเภอ ตำบลและหมู่บ้านเหล่านั้น เวลาเจ็บป่วย
ก็รักษากันแบบโบราณตามมีตามเกิด หากสร้างโรงพยาบาลในระดับอำเภอในภาคต่าง
ๆ น่าจะเหมาะสมและดีกว่า ทั้งยังเป็นการแผ่พระบารมีของสมเด็จพระบรมฯ
ไปทั่วทุกภาคอีกด้วย เมื่อสร้างโรงพยาบาลเสร็จแล้ว สมควรมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการต่อไป
รัฐมนตรีทุกคนเห็นชอบด้วย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จึงนำความกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอพระราชทานชื่อโรงพยาบาลว่า
"โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช" สำหรับสถานที่ก่อสร้างโรงพยาบาลนั้น
ผมเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีว่า สมควรเลือกสร้างที่อำเภอในเขตแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
เพื่อดูแลประชาชนในอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ตลอดจนตำรวจ
ทหาร และอาสาสมัคร ที่ทำงานเสี่ยงอันตราย เพื่อรักษาบ้านเมืองอีกด้วย
ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นเอกฉันท์" จากบันทึกดังกล่าวจะเห็นได้ว่า
รัฐบาลขณะนั้นได้นึกถึงประชาชนในชนบทห่างไกล ทุรกันดารที่ต้องเสี่ยงภัยเป็นสำคัญ
ถึงแม้ว่าการก่อสร้าง จะไม่ง่ายเหมือนปัจจุบัน และมีบางท่านเสนอให้ก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ
ก็ตาม เพื่อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ ของประเทศและสร้าง โอกาสให้ประชาชนในชนบทห่างไกล
ได้เข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
จึงกำเนิดขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
|